a
มาเต็มๆ ดูให้เต็มจอ!
หน้าแรกคอลัมนิสต์ใบประกาศ : Acta DiunaThe Lawyer’s Mission กับ อากาศ วสิกชาติ ทนายความ…17 ต.ค.2559

The Lawyer’s Mission กับ อากาศ วสิกชาติ ทนายความ…17 ต.ค.2559

The Lawyer’s Mission กับ อากาศ วสิกชาติ ทนายความ…17 ต.ค.2559

๑๗.๑๐.๕๙

The Lawyer’s Mission  

กับ อากาศ วสิกชาติ ทนายความ

 

วันนี้แม้ผ่านวันเสด็จสู่สวรรคาลัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ     เข้าเป็นวันที่ 4 แล้ว       แต่ด้วยพระราชจริยวัตรของพระองค์ ที่ประทับอยู่ในใจเรามาตลอดตั้งแต่เกิด       จึงยากที่จะลดเลือนความผูกผันทางจิตใจในฐานะที่เป็นพสกนิกรในรัชสมัยของพระองค์มาจนถึงบัดนี้ไปได้ ในวงสนทนาของนักกฎหมายของพวกเรา   ซึ่งแม้เป็นกลุ่มวิชาชีพที่เกาะหลักความเป็นจริงของชีวิต   ความปัจจุบันของเหตุการณ์และความเป็นเหตุเป็นผลอย่างที่สุด ก็ยากที่จะทำใจรับความสูญเสียพระองค์ท่านไปได้  และจบลงด้วยน้ำตาอาลัยพระองค์มาจนถึงวันนี้และคงต่อไปอีกนานแสนนาน

 

การทำงานกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องการต่อสู้คดีของคู่กรณีสองฝ่าย     ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความถูกผิดกันด้วยข้อเท็จจริง  ประกอบเหตุผลให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายซึ่งวางหลักไว้แล้วล่วงหน้า  ตามบทบัญญัติของกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรในระบบ Civil Law ของไทย  ซึ่งเลือกที่จะวางหลักกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เพื่อทำให้คู่ความทั้งฝ่ายชนะคดีและทั้งฝ่ายแพ้คดี   สามารถยอมรับและเชื่อโดยสนิทใจได้ว่าตนได้รับความยุติธรรม เพราะได้ปฏิบัติตามตัวอักษรที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว

 

แต่การพิสูจน์พยานหลักฐานในศาลโดยเฉพาะในคดีอาญา   ซึ่งมีหลักกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้อย่างยุติธรรมที่สุดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ ที่บัญญัติว่า  “ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”

 

ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายในภาคปฏิบัติ  ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา    มาตรา ๒๒๗  ว่า     “ ให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น      เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่  ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

 

ซึ่งหลักกฎหมายดังกล่าวผมไม่แน่ใจว่าเป็นที่มาของหรือมีที่มาจากสุภาษิตกฎหมายที่ว่า     ปล่อยคนผิดสิบคน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว  สุภาษิตฯ นี้อ้างแหล่งที่มาไม่ได้ แต่นัยว่ามาจากแนวคิดของผู้พิพากษาอังกฤษ เท่าที่เคยอ่านมาบางคนอ้างไปถึงว่า  ปล่อยคนผิดร้อยคน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว  ซึ่งผมว่าน่าจะปล่อยเยอะเกินไปนะครับ ผมเลยขออ้างเท่าที่เห็นว่าพอเหมาะพอควร

 

หลักกฎหมายในเรื่อง ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนี้    มีคำอธิบายที่ค่อนข้างชัดเจนและเข้าใจง่ายในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๙/๒๔๘๗ โดยแสดงนัยให้เห็นว่าหลักการวินิจฉัยของศาลในคดีแพ่งและคดีอาญามีข้อแตกต่างกันกล่าวคือ  คดีอาญาโจทก์ต้องนำสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง  แต่คดีแพ่งศาลต้องดูพยานหลักฐานทุกฝ่าย     แล้วพิจารณาว่าพยานหลักฐานทั้งหมดเจือสมหนักไปข้างฝ่ายใด  แม้จะไม่ถึงกับปราศจากข้อสงสัยศาลก็ชี้ขาดให้ชนะคดีได้”

 

ศ.บัญญัติ สุชีวะ อดีตประธานศาลฎีกา ท่านเคยเขียนบรรยายเรื่องการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยว่า “การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่ง  ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยการชั่งน้ำหนักพยานทั้งสองฝ่ายเทียบกันดูว่าฝ่ายใดมีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่ากันเช่น  ถ้าคิดเทียบกันเป็นเปอร์เซ็นต์   สมมติว่าพยานโจทก์ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตัดสินให้โจทก์ชนะ     กลับกันถ้าพยานโจทก์ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตัดสินให้โจทก์แพ้”     ต่างจากคดีอาญาที่    “คดีอาญาจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ให้แน่ใจว่ามีความผิดเกิดขึ้นจริงและจำเลยกระทำความผิดนั้น   จึงจะลงโทษจำเลยได้   จะเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าถ้าพยานโจทก์ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย ๔๙ เปอร์เซ็นต์แล้วจึงตัดสินลงโทษจำเลยไม่ได้ กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าเป็นที่สงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย “

 

แต่หลักกฎหมายเรื่องการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยนี้    ในบางครั้งก็ทำให้เกิดภาวะที่พยานหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ทั้งที่พยานแวดล้อมต่างบ่งชี้ความผิดได้ชัดแจ้งจนเกิดเป็นภาวะความยุติธรรมตามพยานหลักฐานมากกว่าความยุติธรรมตามกฎหมายเช่น ที่เกิดในการยกฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีในบางเรื่องที่สังคมงุนงง  ซึ่งผมคงไม่สามารถยกตัวอย่างคดีได้เพราะเป็นคดียกฟ้อง    แต่เหตุแห่งการยกฟ้องนี้ผมบอกได้เลยว่าเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่องนี้เป็นส่วนมาก     ซึ่งเคยยกตัวอย่างสอบถามท่านผู้ตัดสินท่านหนึ่งว่ากรณีเช่นนี้ท่านทำประการใด     ได้รับคำตอบว่าโดยส่วนตัวของท่าน   ท่านใช้วิธีรักษาความยุติธรรมโดยพิพากษายกฟ้องเพราะหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์จนสิ้นสงสัยได้   แต่ท่านสั่งขังไว้ระหว่างอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา

 

ในวิชาชีพทนายความของผมก็พบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาพอสมควร   และมักจะยืนอยู่ในฝั่งของผู้ที่ได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของคดี     และคนที่ได้รับผลกระทบตัวจริงคือ ลูกความ ซึ่งจะมีข้อสงสัยและมีคำถามว่าเขายืนอยู่ในสังคมที่ให้ความยุติธรรมกับเขาหรือไม่ แต่หน้าที่ของทนายความคือ  ต่อสู้ต่อไปตามครรลองที่กฎหมายบัญญัติไว้  โดยไม่กล่าวโทษ  ไม่สงสัย ไม่ตั้งคำถาม   เพราะเชื่อว่าข้อเท็จจริงบางเรื่องไม่สามารถผ่านการพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยมาได้  ซึ่งเป็นเหตุผลทางกฎหมายไม่ใช่เพราะเหตุผลประการอื่น จึงน้อมรับความยุติธรรมตามกฎหมายนี้ไว้ทุกครั้งและเลือกใช้สิทธิตามกฎหมายในชั้นศาลต่อไป   ซึ่งผมว่าดีต่อสังคมโดยรวมมากกว่าการยินยอมละเลยให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลงโทษโดยผิดพลาด

 

โดยสิ่งหนึ่งที่ผมยกขึ้นเสมอเพื่อเป็นประดุจทุ่นฯ      ให้ก้าวพ้นจากความยุติธรรมตามพยานหลักฐานไปสู่ความยุติธรรมตามความเป็นจริงในการต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไปคือ

 

แนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ เรื่องให้ยึดถือธรรมหรือความยุติธรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมาย

 

ซึ่งเป็นพระราชดำรัสฯ ที่ท่านประทานไว้ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต ณ เนติบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๑๕ ความว่า 

 ” โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว   จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญไปยิ่งกว่าความยุติธรรม    หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย  การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้นดูจะไม่เป็นการเพียงพอ  จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ     การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและผลที่ควรจะได้ ”

 

ซึ่งถึงแม้พระราชดำรัสของท่านเป็นเพียงแนวปรัชญาในการบังคับใช้กฎหมาย มิใช่เป็นบ่อเกิดของกฎหมายที่จะใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดีชี้ถูกชี้ผิดได้ในระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรของไทย    แต่เมื่อต้องยืนอยู่ในฝั่งของผู้ได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายแต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของคดีแล้ว  แนวพระราชดำรัสฯของพระองค์ฯ  เปรียบประดุจสายฝนประโลมใจได้ว่า  ท่านได้มองเห็นสิ่งที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรเข้าไปไม่ถึงความยุติธรรม จึงได้ประทานแนวคิดแก่เนติบัณฑิตไทยเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๑๕ ดังกล่าว ซึ่งในกาลภาคหน้าแนวพระราชดำรัสฯ นี้ อาจได้รับการยอมรับจนเป็นหลักกฎหมายที่ใช้ยกขึ้นวินิจฉัยได้ว่าระหว่างกฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมกับความยุติธรรมซึ่งเป็นแก่นแท้นั้น    ควรยึดมั่นสิ่งใดที่จะเป็นการประทานความยุติธรรมที่แท้จริงได้เพียงพอกว่าหลักการต้องนำสืบจนสิ้นสงสัยดังที่กฎหมายบัญญัติไว้

ผมได้มีโอกาสนำแนวพระราชดำรัสนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาคดีหนึ่ง   ซึ่งมีจุดเริ่มต้นคดีจากข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินสวนยูคาลิปตัส  ระหว่างทายาทเจ้าของร้านทองในอำเภอใหญ่แห่งหนึ่งกับเกษตรกร  ซึ่งโดยผิวเผินแล้วเมื่อเป็นที่พิพาทเรื่องที่สวน  เกษตรกรย่อมมีโอกาสได้รับความเห็นใจมากกว่าเจ้าของร้านทอง   แต่เมื่อเหตุการณ์จริงเกิดจากเจ้าของร้านทองได้ซื้อที่ดินมือเปล่า แปลงใหญ่ขนาด ๑๐๐ ไร่ไว้ ๓ แปลง    เพื่อรอออกเอกสารสิทธิตามขั้นตอนกฎหมาย      โดยให้ลูกน้องคนสนิทดูแล     แต่เมื่อเจ้าของร้านทองเสียชีวิตอย่างกะทันหันและด้วยความที่ที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่า  ลูกน้องคนสนิทจึงได้เอาที่ดินทั้งหมดไว้เป็นของตนเอง   จนเกิดกรณีฟ้องร้องระหว่างทายาทเจ้าของร้านทองกับลูกน้องคนสนิทที่มาศาลในมาดเกษตรกร         ฝั่งทายาทเจ้าของร้านทองสู้ชนะได้ที่ดินคืนมา ๑ แปลง       แพ้คดีเพราะฝั่งลูกน้อง นำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิไปแล้ว ๑ แปลง เหลือแปลงสุดท้ายคือที่ดินสวนยูคาลิปตัสขนาดเกือบ ๑๐๐ ไร่ คิดเฉพาะแค่ต้นยูคาลิปตัสมูลค่าเกือบยี่สิบล้านบาท  ซึ่งคดีนี้ความเป็นเกษตรกรถูกบิดเบือนยกขึ้นกล่าวอ้างจนเป็นที่มาของการแพ้คดีในชั้นศาลหนึ่งที่ยกเอาส่วนหนึ่งของเอกสารหลักฐาน ชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา       และคำตัดสินปิดทุกช่องทางที่ฝ่ายทายาทเจ้าของร้านทองจะสู้ต่อไปได้

ในการเรียบเรียงฎีกาเพื่อสู้ต่อไปนอกจากข้อกฎหมายประกอบข้อเท็จจริงที่ได้นำสืบไว้แล้วในศาลชั้นต้น     ผมได้ยกแนวพระราชดำรัสเรื่อง  ให้ยึดถือธรรมหรือความยุติธรรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมาย เป็นข้อหนึ่งในข้อฎีกานี้ด้วย   ถึงแม้ว่าตามระบบกฎหมายไทย แนวพระราชดำรัส ไม่ใช่บ่อเกิดแห่งกฎหมาย     แต่ผมก็ยกขึ้นไว้เพื่อรู้สึกอุ่นใจและรู้สึกมีแสงสว่างในใจที่สัมผัสได้ว่าพระองค์ท่าน  ได้มองเห็นและสอนให้นักกฎหมายได้ตระหนักว่าตัวอักษรของกฎหมายอาจไม่ใช่ทางไปสู่ความยุติธรรมได้แต่เพียงประการเดียว

ในวันที่พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย   ความอาลัยมิใช่มีเพียงในความรู้สึกของพสกนิกรไทยเท่านั้น  แต่พระเกียรติของพระองค์ ยังสร้างความอาลัยขจรขยายไปทั่วโลก           ซึ่งผมขออนุญาตถ่ายทอดเรื่องที่ได้สัมผัสเป็นส่วนตัวจากลูกสาวคนโตซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายที่  มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล   ประเทศอังกฤษ ในช่วงเย็นของวันประกาศการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์   เมื่อไปถึง สนามบินฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนเครื่อง เจ้าหน้าที่สายการบิน ไม่ว่าระดับไหน หน้าที่อะไร เมื่อเห็นหนังสือเดินทางไทยที่ลูกถืออยู่     ล้วนเข้ามาจับมือและกล่าวแสดงความเสียใจกับข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    และลูกได้รับความรู้สึกแสดงความเสียใจนี้ไปในทุกที่ทั้งที่สนามบินที่ลอนดอน สนามบินที่แมนเชสเตอร์ฯ    และแม้แต่ชาวอังกฤษละแวกหอพักที่มหาวิทยาลัย เมื่อทราบว่าลูกสาว เป็นนักศึกษาไทย ล้วนมาแสดงความเสียใจกันทุกคนและมีหลายคนที่พนมมือขึ้นไปบนฟ้าแล้วบอกว่า

Your King is Great  King.

………………………………………………………………

Mahtem.com  17 ต.ค.2559

 

 

 

แชร์ให้:
ให้เรทติ้ง
ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณ

Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com