a
มาเต็มๆ ดูให้เต็มจอ!
หน้าแรกคอลัมนิสต์Tips in life by TIPlife โดย ดร.พีรพล ประเสริฐศรี

Tips in life by TIPlife โดย ดร.พีรพล ประเสริฐศรี

Tips in life by TIPlife โดย ดร.พีรพล ประเสริฐศรี

 

 ดร.พีรพล ประเสริฐศรี

ในทางพุทธ ตามกฎของพระไตรลักษณ์ (ได้แก่ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”) ชีวิตคนเรานั้นล้วนอยู่ภายใต้ภาวะความ   ไม่แน่นอน จนมีคำกล่าวที่คุ้นหูว่า “ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน” และ “ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน” ขณะเดียวกันนั้น ทางฝรั่งก็มี Quote อย่าง “What can go wrong will go wrong” (Murphy Law) หรือแปลได้ว่า “สิ่งร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้…ในที่สุดแล้วก็มันจะเกิดขึ้น” อันล้วนมีความหมายสื่อให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งหากผลของความไม่แน่นอนดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเรา เราจะถือว่า “ความไม่แน่นอน” เป็น “ความเสี่ยง” ที่ต้องพิจารณาในการดำเนินชีวิต

 

 

ฉะนั้น การวางแผนการดำเนินชีวิตในแง่มุมของการบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจึงเป็นเป็นเรื่องที่     ทุกคนต้องตระหนักอยู่เสมอ โดยการบริหารความเสี่ยงที่ดีจะต้องนำไปสู่แผนการที่จะใช้รับมือสถานการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องร้ายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา หรือคนในครอบครัว

 

ซึ่งการวางแผนการดำเนินชีวิตภายใต้โลกทุนนิยมในปัจจุบัน หนีไม่พ้นการวางแผนทางการเงิน หรือ Financial Planning เนื่องจากแม้ว่า “เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต” แต่ก็ต้องยอมรับว่า “หลาย ๆ อย่างของปัญหาชีวิตสามารถแก้ได้ด้วยเงิน” ฉะนั้นขั้นแรกของการวางแผนทางการเงินของผู้หนึ่งผู้ใด (ก่อนจะนำเงินไปลงทุน/เก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น ๆ)      ก็คือการวิเคราะห์ตัวเองว่าตนมีความเสี่ยงทางการเงินมากน้อยขนาดไหน รวมถึงมาตรการในการรองรับผลที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงนั้นเป็นอย่างไร

ในความเห็นของผม ขั้นแรกของการวางแผนการเงินที่พึงจะเป็นของบุคคลส่วนใหญ่ ก็คือ การมีเงินพร้อมใช้อยู่ในมืออย่างเพียงพอ ซึ่งควรมีอย่างน้อยก็ 3 -6 เดือน พร้อม ๆ ไปกับการมีหลักประกันให้คนที่อยู่ข้างหลัง (อาทิ ภรรยา บุตรธิดา) กรณีหากต้องจากไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งหลักประกันที่ว่านั้นสำหรับบุคคลทั่วไปจะมีขึ้นมาไม่ได้เลยหากปราศจากความคุ้มครองด้วยการประกันชีวิต

 

 

ขอยกตัวอย่างกรณีที่ classic ที่สุดของผู้ที่สมควรจะมีประกันชีวิต ก็คือ พนักงานมนุษย์เงินเดือน วัยกลางคน สมรสแล้วมีภรรยาที่เป็นแม่บ้าน และบุตรธิดาในวัยเรียนอยู่ 2 คน บ้านยังผ่อน ผู้อ่านลองคิดดูซิครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นกลับครอบครัวของท่านผู้นี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นส่งผลให้เขาเสียชีวิต ภาระที่เกิดขึ้นกับภรรยาและบุตรธิดา จะเป็นอย่างไร ยังไม่ถามถึงว่า ภรรยาและบุตรธิดาของเราจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรในอนาคต

แต่ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละบุคคลนั้นมีความจำเป็นที่จะมีประกันชีวิตที่แตกต่างกัน และคนไทยเรายังไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา สังคมและระบบการศึกษาในบ้านเรายังมิค่อยมุ่งเน้นเรื่องของ Financial Literacy หรือแปลว่า “การอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน” เท่าที่ควร

อย่างไรก็ดี ก็ยังถือว่าโชคดี สำหรับในประเทศไทยของเราที่เรามีอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่มีความสมบูรณ์และเข้มแข็งพอสมควร คำว่าสมบูรณ์และเข้มแข็งของผมในที่นี้ หมายถึง เรามีอุตสาหกรรมประกันชีวิต ที่มี Regulator (ซึ่งปัจจุบันก็คือ สำนักงาน คปภ. ที่รับไม้ต่อจากกรมการประกันภัย) ที่มีประสบการณ์ เรามีบริษัทประกันชีวิตหลากหลายและมีจำนวนที่ค่อนข้างเหมาะสม (ไม่น้อยไปจนผูกขาดและไม่มากไปจนแข่งขันกันเลือดสาด)  มีสมาคมประกันชีวิตที่ถือว่าที่ผ่านมาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี และที่สำคัญที่สุดเรามีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในตลาดที่ค่อนข้างครบ ซึ่งสามารถตอบสนองในการคัดสรรเพื่อไปใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงของประชาชนได้

 

แชร์ให้:
ให้เรทติ้ง
ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นของคุณ

Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com